Knowing

posted on 30 Mar 2009 20:21 by yuri25648 in shortstories

เมื่อเร็วๆนี้ผมได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง Knowing เนื้อเรื่องเป็นเรื่องของ ศจ ท่านหนึ่งไปได้โค้ดเตือนถึงอุบัติเหต่างๆที่จะเกิดขึ้นจนถึงสิ่งสุดท้ายคือวัยสิ้นโลก เมื่อหนังจบลงผมเดินจุงมือผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากโรงหนัง  ผมหันไปพูดกับเธอ

"ถ้าเราเป็นคนเขียนบทนะเราจะเขียน เรื่องแนวนี้แต่ให้มันแปลกๆหน่อย"

เธอมองหน้าผมแบบงงๆ

"ก็เอาสิ" เธอพูด

ตัวละครคงเป็นตัวละครชาย ผมไม่ชอบเขียนเรื่องบทนำโดยมีตัวละครหญิงเป็นตัวเอก อาจเป็นเพราะผมไม่คิดว่าสามารถจะเข้าใจจิตใจของผู้หญิงได้ดีพอ หรืออาจเป็นเพราะ sex discrimination แบบหนึ่ง แต่เอาเถอะ  ถึงอย่างไรเรื่องนี้ตัวเอกของผมจะเป็นชาย เขาจะชื่อว่า มิคาอิล ถ้าเป็นคนรัสเซีย มิยาซากิ ถ้าเป็นคนญี่ปุ่น หรือมารุต ถ้าเป็นคนไทย เหตุที่ชื่อ มิคาอิล เพราะผมชอบชื่อของ มิคาอิล โกบาชอฟ ความจริงอยากให้ชื่อ โกบาชอฟ มากกว่า แต่ มิคาอิล มันดูดาษๆกว่า ถ้าตัวละครผมเป็นชาวยุโรปผมชอบให้เขาหรือเธอมีชื่อที่ดาษๆ เหตุที่ชื่อ มิยาซากิ เพราะเป็นชื่อแรกที่คิดได้ความจริงสำหรับผมชื่อญี่ปุ่นก็คล้ายๆกันหมด แต่ผมคงไม่เลือกชื่อ เกียวโต หรือ โอกินาว่า เพราะมันเป็นชื่อเมือง ส่วน มารุต นี่พิเศษหน่อย ผมไม่เคยพบคนเป็นๆที่ชื่อ มารุต มาก่อน แต่เคยได้ยินเป็นชื่อตอนๆหนึ่งของ เรื่องสั้นของปราบดา หยุ่น 

เอาเป็นว่าตัวละครตัวนี้จะชื่อว่า มิคาอิล ถ้าเป็นคนรัสเซีย มิยาซากิ ถ้าเป็นคนญี่ปุ่น หรือมารุต ถ้าเป็นคนไทย  เราจะเรียกเขาง่ายๆว่า "เขา" ก็แล้วกัน

เขาจะเป็นนักเขียนของนิตยสารฉบับหนึ่ง เขาจะเป็นคนร่าเริ่ง เข้ากับคนอื่นได้ง่ายถ้าเขาต้องการ แต่ปกติเขามักจะไม่เป็นคนเข้าหาคนอื่นก่อน เขาเป็นคนแต่งตัวดี ออกกำลังกายอยู่เสมอ ดื่มเบียร์ แต่ไม่ดื่มเหล้า และไม่สูบบุหรี่ เขาอายุ27 โสด และพอใจกับชีวิตปัจจุบัน  บนปฏิทินที่ออฟฟิส ของเขามีหลายวันที่วงไว้ด้วยสีแดง และเขียนไว้ว่า "นัดกับแอน" พร้อมกำกับเวลาไว้ ทุกวันนั้นเขาจะแต่งตัวดีเป็นพิเศษ และพร้อมจะลางานหากว่าเวลานั้นตรงกับเวลางาน บก. เองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากกับการลางานของเขา เนื่องจากเขาเป็นนักเขียนฝีมือดี มีคนอ่าน40เปอร์เซนต์ที่ซื้อนิตยสารเพื่ออ่านบทความของเขา ทุกคนในที่ทำงานย่อมคิดว่า แอน คือเพื่อนหญิงของเขา  หากเวลานัดคือหลังเลิกงาน จะต้องมีเพื่อนที่ทำงานแซวเล่นเสมอว่า "วันนี้ไปหาแอนหรอ"  เขาจะตอบกลับไปง่ายๆสั้นๆว่า "ครับ" พร้อมกับรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขารู้สึกดีใจเลยยิ้มหรือเป็นการยิ้มเฉยๆ แค่ยิ้ม ไม่มีอารมณ์ใดๆมาเกี่ยวข้องทั้งนั้น

สิ่งที่เขารู้และคนอื่นไม่รู้คือ แอนไม่มีตัวตน

โลกนี้อาจเต็มไปด้วยคนชื่อ แอน แต่ไม่มีคนที่เขารู้จักชื่อ แอน  แอนเป็นแต่เพียงข้ออ้างที่เขาคิดขึ้นมาเท่านั้น

เขาจะออกไปก่อนเวลานัดประมาณ 1 ชั่วโมง  ชื้อเบียร์ขวดขนาด 330ml ที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ สวมแว่นกันแดด แม้เป็นวันที่แดดไม่จัด ท้ายรถมีเก้าอี้สนามหนึ่งตัว เปิด GPRS ตรงคอนโซลรถ แล้วขับตรงไปยังพิกัดที่ถูกกำหนดไว้

เขาจอดรถที่ริมฟุตบาต หยิบเก้าอี้สนามและเบียร์ เดินเลาะไปตามทาง เขาพบตนเองอยุ่ตรงลานกว้างข้างโรงงานแห่งหนึ่ง ลานกว้างขนาดครึ่งสนามฟุตบอล  เขาเปิดดูค่าพิกัดบนมือถือ เป็นบริเวณที่เขาอยู่ เขากางเก้าอี้พับสนาม นั่งจิบเบียร์ แล้วรอเวลา ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากฟ้า เป็นเสียงของเครื่องยนต์ ทันใดนั้น เครื่องบินโดยสารก็ตกลงตรงหน้าเขาห่างไปไม่ถึงสามร้อยเมตร เขามองซากเครื่องบิน เสียงเครื่องยนตร์ที่ระเบิดเป็นระยะๆ และไฟที่มอดไหม้ เขาเห็นร่างบางร่างพยายามวิ่งและเดินเล็กน้อยแต่สุดท้ายแล้วก็ล้มลงไป  ชั่วเบียร์หนึ่งขวด เสียงรถหวอมก็ดังขึ้น เข้าเก็บเก้าอี้สนาม พยายามไม่เป็นเป้าสายตา เขาไม่ชอบถูกเซ้าซี้ไม่ว่าจากตำรวจหรือใครก็ตาม เขาเดินกลับมาที่รถ บึ่งไปร้านอาหาร ในวันแบบนี้เขาจะกินมากเป็นพิเศษ เขาไม่ได้รู้สึกดื่มด่ำกับรสชาติอาหารเท่าใดนัก เขาเพียงแค่รู้สึกว่าตนเองต้องกิน....

เขากลับมาที่ห้องพัก ชงนำแอปเปิลไซเดอร์ผสมน้ำผึ้ง เปิดเครื่องตอบรับที่โทรศัพท์ มีข้อความสองข้อความ หนึ่งจากเพื่อนร่วมรุ่นชวนไปงานเลี้ยงรุ่น อีกหนึ่งจากบริษัทประกัน เขาเดินไปไขเซฟ หยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา มันเป็นสมุดปกสีน้ำตาล เขาเดินกลับไปหยิบแก้วแอปเปิ้ลไซเดอร์ แล้วทึ้งตัวลงบนโชฟา จิบแอปเปิ้ลไซเดอร์ พร้อมๆกับพิจารณาสมุดในมือ เขาเปิดสมุด ไปหน้าสุดท้ายที่มีการเขียน ขีดกลุ่มตัวเลขกลุ่มหนึ่งทึ้งด้วยปากกาสีแดง เหลือตัวเลขอีกเพียงสามชุดที่ยังไม่ถูกขีด ทั้งสามชุดอยู่คนละบรรทัดกัน

"อีกสามครั้งสินะ" เขาพึมพำกับตัวเอง

เมื่อสองปีที่แล้วเขาไปได้บันทึกเล่มหนึ่งมาจากโบสถชานเมือง วันนั้นรถเขาเกิดเสียขึ้นกลางทาง เลยคิดจะไปหาคนมาช่วย เขาเดินไปที่โบสถ ไม่พบคน เมื่อเขาเดินสำรวจไปเรื่อยๆ เขาก็พบว่ามีช่องลับอยู่ที่พื้น ในช่องลับมีสมุดปกสีน้ำตาลเล่มหนึ่ง ในเล่มเขียนไว้ด้วยชุดตัวเลข เขาใช้เวลาสามวันในการแกะรหัสตัวเลขเหล่านั้นและพบว่ามันคือ เวลาและพิกัด ของวินาศกรรมต่างๆของมนุษย์ แรกๆเขาพยายามจะหยุดยั้งเรื่องที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะพบว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากการมองเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น หลังจากนั้นเขาจึงเปลี่ยนแนวคิดแล้วเริ่ม เขียนนัดกับคนชื่อแอนขึ้นมา แล้วออกเดินทางเพื่อไปดูวินาศกรรมเหล่านั้น

สองปีที่ผ่านมา เขาได้ดูวินาศกรรม ไปกว่า 70 ครั้ง ตอนนี้เหลืออีกสามครั้ง แต่ตัวเลขชุดสุดท้าย ไม่ได้ระบุพิกัดไว้ เขาวิเคราะห์ได้ทันทีว่า มันต้องเป็นการสิ้นสุดของโลกแน่นอน ตอนนี้เขาเพียงแค่รอ รอวินาศกรรมอีกสามครั้ง

เวลาผ่านไปอีกสองเดือน เขาได้เดินทางไปดู ดินถล่ม และเหตุการณ์ รถไฟโดยสารตกสะพาน พรุ่งนี้จะเป็นวันที่จะเกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลก วันนี้เขาแต่งตัวด้วยชุดที่ดีที่สุด กินอาหารที่ดีที่สุด เขาลาอออกจากงานเมื่อวานซืนเพื่อตระเตรียมการต่างๆ เขาขายห้องพักของทุกอย่าง แล้วซื้อรถใหม่ ของที่ขายไม่ได้เขาเผาทิ้ง ทั้งรูปถ่าย บันทึก และอื่นๆ เหลือเพียงสมุดปกสีน้ำตาลเท่านั้น ตอนนี้เขาเหลือเงินสดอีกนิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็เพียงพอที่จะซื้อเบียร์ขนาด330ml และจ่ายค่าทางด่วน

เมื่อใกล้ถึงเวลาที่กำหนด เขาบึ่งรถคันงามไปทางด่วน ออกนอกตัวเมือง เขาตั้งใจไว้ว่าจะไปดูวันสิ้นโลกจากมุมบนภูเขา เขาหาข้อมูลภูเขาต่างๆ จนเลือกได้ที่หนึ่ง

เมื่อเขามาถึง เป็นเวลา ตี 5 ครึ่ง พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น จากจุดนึ้เขาสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้ จากพยากรณ์อากาศพระอาทิตย์จะขึ้นเวลา ตี5 ห้าสิบ ซึ่งตรงกับเวลาวันสิ้นโลกพอดี  เขาเปิดเบียร์นั่งจิบไปเรื่อยๆ

ตี5 สี่สิบแปดแล้ว อีกสองนาทีโลกจะถึงกาลสิ้นสุด เขาถอนหายใจ คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ความจริงเขามีความฝันอีกมากมายที่ยังไม่ได้ทำ แต่จะทำอย่างไรได้ โลกกำลังจะถึงกาลสิ้นสุด ถึงเขาจะร้องไห้ฟูมฟายอย่างไรก็ไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา จากการไปดูโศกนาฏกรรมต่างๆ ทำให้เขาได้เห็นความตายของผู้คนมากมาย เขากลายเป็นคนชินชากับความตาย ตอนนี้เขากำลังจะตาย

ตี 5 สี่สิบเก้า ตัวเขาสั่นเล็กน้อย ใบหน้าของคนต่างๆเริ่มโผล่มาในห้วงความคิดของเขา เหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนโต เพื่อนสมัยประถม แฟนคนแรก พ่อ แม่ ลมหายใจเขาเริ่มถี่แรงขึ้น เขาเริ่มตระหนักแล้วว่าเขากลัว กลัวความตาย เขาไม่ได้ชินชากับความตาย เขาเพียงแต่เสแสร้งเท่านั้น เขาเริ่มรู้สึกผิดต่อคนที่เขาไปเฝ้ามอง เขาหลับตาลงนำตาอาบแก้ม ไม่ทันแล้ว อีกไม่กี่วินาที โลกนี้ก็จะจบลง ชีวิตเขาจะจบลงพร้อมความรู้สึกผิดเช่นนี้หรือ เขาถามตนเอง นาฬิกาแสดงเวลา ตี5 ห้าสิบ เกิดแสงสว่างจ้าที่แม้หลับตาเขาก็สังเกตุได้

"เรากำลังจะตาย" เขาคิด น้ำตายังไม่หยุดไหล

"เรา...เรา...เรายังไม่อยากตายยยยยยยยยยยย" เขาตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง แต่แสงสว่างจ้าก็ยังไม่มีท่าทีหายไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่มีเสียงเกิดขึ้น เขาลืมตาขึ้น แสงแห่งวันใหม่สาดไปทั่วภูเขา เสียงเพลงดังขึ้นมาจากที่ใหนสักแห่ง เสียงไก่ขัน เสียงชาวบ้านลุกขึ้นมาทำครัว เขามองเวลา ตี 5 ห้าสิบสองแล้ว

สมองเขาเริ่มกลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง คำทำนายสุดท้ายเป็นเรื่องผิดพลาด เขาไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยไม่ใช่ตอนนี้ เขาฝังสมุดปกสีน้ำตาลไว้บนเขา ก่อนที่เขากำลังจะขับรถลงจากภูเขา เขาหันไปมองพระอาทิตย์ยามเช้าอีกครั้ง

"ขอบคุณ" เขาคิด   

Comment

Comment:

Tweet

ชอบมากกว่าต้นฉบับน่ะ

ฮ่าๆ จริงจังๆ Hot! open-mounthed smile

#2 By =*HermyDelia*= on 2009-04-01 04:56

ว้าว สนุกมากๆ ค่ะconfused smile อ่านแล้วลื่นตลอดทั้งเรื่อง

ทำไมครั้งสุดท้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น (ให้คนอ่านเอาไปคิดเองต่อซะงั้นน่ะ)

เอ๊ะว่าแต่ สรุปแล้วเขาเป็นคนรัสเซีย ญี่ปุ่น รึไทยล่ะเนี่ยopen-mounthed smile

#1 By ★ Lucent on 2009-03-30 22:40